ครูผู้ช่วยทั่วประเทศเฮ ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินเดือน ป.ตรี 4 ปี ปรับใหม่เป็น 15,050 บาท

ครูผู้ช่วยทั่วประเทศเฮ ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินเดือน ป.ตรี 4 ปี ปรับใหม่เป็น 15,050 บาท

แยกเป็นวุฒิ ป.ตรี 4 ปี ปรับใหม่เป็น 15,050 บาท หลักสูตร 5 ปี 15,800 บาท หลักสูตร 6 ปี 17,690 บาท วุฒิ ป.โท 17,690 บาท ป.เอก รับ 21,150 บาท มีผล 1 ม.ค.2557


เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า ครม.เห็นชอบปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2556 และ 2557 ตามที่กระทรวงศึกษาฯ เสนอ เพื่อให้อัตราเงินเดือนแรกบรรจุใกล้เคียงกับข้าราชการพลเรือนสามัญ และยึดโยงตามบัญชีเงินเดือนชั่วคราวของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพรับรอง ได้รับการปรับอัตราเงินเดือนมีผลในวันที่ 1 ม.ค.2557

ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวอีกว่า 1.บุคคลที่มีคุณวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อันดับครูผู้ช่วย ให้ปรับอัตราใหม่เป็น 15,050 บาท จากเดิม 11,920 บาท 2.ปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,800 บาท จากเดิม 12,530 บาท 3.ประกาศนียบัตรบัณทิตที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,800 บาท จากเดิม 12,530 บาท 4.ปริญญาตรี หลักสูตร 6 ปี อันดับครูผู้ช่วย 17,690 บาท จากเดิม 15,430 บาท

ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวต่อว่า 5.ปริญญาโททั่วไป อันดับครูผู้ช่วย 17,690 บาท จากเดิม 15,430 บาท 6.ปริญญาโทที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย 18,690 บาท จากเดิม 16,570 บาท และ 7.ปริญญาเอก อันดับครูผู้ช่วย 21,150 บาท จากเดิม 19,100 บาท

ที่มา :http://www.matichon.co.th/

เรียนภาษาอังกฤษกับมีสเตอร์ดันแคน : บทที่ 5



เรียนภาษาอังกฤษกับมีสเตอร์ดันแคน : บทที่ 4




เรียนภาษาอังกฤษกับมีสเตอร์ดันแคน : บทที่ 1




สพฐ.นัดถกผอ.ร.ร.ดังทั่วประเทศ วอนรับม.4ไม่เกิน40คน-งดขยายห้อง


วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:14:05 น.

สพฐ.เตรียมเชิญผอ.โรงเรียนทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรงเรียนยอดนิยม ถกรับเข้าม.4 พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้มีการขยายชั้นเรียนเพิ่มเติม เผยอาจปรับเกรดเฉลี่ยจาก 2.00 เพิ่มเป็น 2.50 ด้วย

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้านโยบายการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาต่อสายสามัญเป็น 51 ต่อ 49 ในปี 2558 ตามนโยบายของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตั้งเป้าว่าในปีการศึกษา 2557 จะเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาต่อสายสามัญเป็น 45 ต่อ 55 จะมีผู้เรียนเพิ่มขึ้นประมาณ 9% หรือ 75,600 คน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องลดการรับนักเรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 น้อยกว่าเดิมกว่า 1 แสนคน ว่าในสัปดาห์นี้ตนจะเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรงเรียนยอดนิยม เพื่อสอบถามความเห็น และขอความร่วมมือในการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวใน 2-3 ประเด็น คือ การกำหนดจำนวนนักเรียนให้ไม่เกิน 40 คนต่อห้อง ขอความร่วมมือไม่ให้มีการขยายชั้นเรียนหรือเพิ่มห้องเรียนให้มากขึ้นกว่าเดิมในระยะ 2 ปี คือตั้งแต่ปีการศึกษา 2557-2558 รวมถึงจะต้องหารือเกี่ยวกับการแก้ไขหลักเกณฑ์การรับนักเรียนชั้น ม.3 เข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โรงเรียนเดิม ซึ่งปัจจุบันกำหนดว่าจะต้องได้เกรดเฉลี่ย 2.00 อาจจะต้องปรับเพิ่มเกรดเฉลี่ยของเด็กให้สูงขึ้นเป็น 2.50 อีกทั้งจะต้องขอความร่วมมือโรงเรียนปรับกระบวนการแนะแนวให้เด็กเห็นถึงข้อดีของการเรียนต่อสายอาชีวศึกษา ว่าจะทำให้มีลู่ทางในการทำงานเพิ่มมากขึ้นด้วย

"ในปีการศึกษา 2557 นี้ สพฐ.จะยังไม่ใช้วิธีออกหลักเกณฑ์ใดๆ มาบังคับโรงเรียน แต่จะขอความร่วมมือ และดูผลการดำเนินการในปีต่อไปว่าประสบความสำเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ แต่หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ปีถัดไปก็คงต้องมีการพิจารณาหลักเกณฑ์การรับนักเรียนใหม่ เพราะปีนี้แผนการรับนักเรียนรวมถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ ได้ประกาศไปแล้วตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่ง หากเปลี่ยนแปลงก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในภาพรวม" นายอภิชาติกล่าว

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สอศ.ได้เชิญอาชีวศึกษาจังหวัดทุกแห่ง มารับฟังนโยบาย และจัดสรรสัดส่วนนักเรียนให้แต่ละจังหวัดไปดำเนินการ ทำแผนรับนักเรียนอาชีวศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการเพิ่มสัดส่วนนักเรียนสายอาชีวศึกษาให้ได้อีก 9% ในปีการศึกษา 2557 โดยสัดส่วนที่เหมาะสมในแต่ละจังหวัดนั้นไม่ได้มีการกำหนดตามตัว แต่ให้ปรับยืดหยุ่นได้ตามสภาพและบริบทที่เหมาะสมของแต่ละแห่ง





(ที่มา:มติชนรายวัน 28 ต.ค.2556)



กิจกรรมติวโอเน็ต ปี 53









ภาพเก่าๆ ในอดีตของใครบางคนในวันนี้





ไข่เจียวของเมาะแยวันนี้ดวงโตมากๆ และอร่อยด้วยครับ

สำหรับคนที่เคยเรียนโรงเรียนบ้านตือระมิตรภาพที่ 172 คงรู้จักแม่ครัวคนนี้ดีครับ ฝีมือการปรุงอาหารท่านสุดยอดจริงๆครับ ใครเรียนที่นี่ตั้งแต่อนุบาล-มัธยม ต้องยอมรับว่าโตมากับอาหารที่เมาะแยปรุงแท้ๆ




"จาตุรนต์"ไม่เห็นด้วยมหา'ลัยรับตรงตามอัธยาศัย"


วันนี้(16ก.ย.)นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวกรณีแนวคิดให้ยกเลิกระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยการรับตรงว่า เรื่องนี้ต้องมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอีก ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการจะสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ทันที สังคมผู้เกี่ยวข้องทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง มหาวิทยาลัย โรงเรียน มีความเห็นอย่างไรต้องมาแลกเปลี่ยนกัน แต่เท่าที่ฟังความเห็นในขั้นต้น หลายฝ่ายเห็นว่าการรับตรงไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่การสอบตรงของแต่ละคณะ ซึ่งเป็นการสอบตามอัธยาศัย ไม่ได้เลือกเวลา เป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นภาระอย่างมากต่อเด็กและผู้ปกครองทั้งประเทศ และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อเด็กส่วนใหญ่ที่มีฐานะไม่ร่ำรวยซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างมาก 
“การรับตรงไม่ใช่ตัวปัญหา ถ้าใช้ผลการสอบกลางแล้วมีการสัมภาษณ์ก็น่าจะทำได้ แต่ที่ทำกันคือการสอบคัดเลือกกันแต่ต้นปีการศึกษา ผลัดกันสอบไปเรื่อยๆ คนมีเงินเท่านั้นถึงจะทำได้ คนยากจนไม่มีโอกาสไปแข่งขันด้วย ทำให้เสียโอกาส”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวและภาพ จาก :dailynews.co.th

นั่งคุยสร้างสรรค์กับเพื่อนครูชาวแคเมรูน

คุณครูแพทริทจากประเทศแคเมรูน ปัจจุบันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนสุไหงโก-ลก

คุณครูแพทริทกับคุณครูอิมรอน

คูณครูแพทริทชอบข้าวผัดเป็นชีวิตจิตใจ

คุณครูแพทริทให้คุณครูอิมรอนคยกับเพื่อนของเขาทางโทรศัพท์

ประเดิมลงดาบครูผช.โฉ่ เด้ง-สอบ7ราย′ผอ.-รอง′เขตขอนแก่น ปรับผัง-แก้บัตรอุตลุด ส่อเปิดช่องเอื้อ′มือยิง′




"ดีเอสไอ"ลุยซัก กก.คุมห้องสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยโซนอีสาน หาหลักฐานล่า"มือยิงคำตอบ" ระบุ"อุดรฯ-ยโสธร-ชัยภูมิ-ขอนแก่น"โกงชัด เตรียมชง ศธ.ยกเลิกรายเขตพื้นที่ "ชินภัทร"เด้ง"ผอ.-รอง ผอ." สพป.ขอนแก่น เขต 3

ความคืบหน้ากรณีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ส่งเอกสาร "ลับ" ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีความเชื่อมโยงของขบวนการตั้งแต่ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เครือข่ายทุจริตในพื้นที่ ที่มีทั้งระดับผู้อำนวยการโรงเรียน ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) นักการเมืองท้องถิ่น ไปจนถึงนักการเมืองระดับชาตินั้น

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่าขบวนการทุจริตชุดดังกล่าวเตรียมแก้มือในการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปในช่วงเดือนเมษายนนี้ โดยอาจมีการทุจริตครั้งใหญ่เพื่อให้พนักงานราชการที่จ่ายเงินแล้ว แต่สอบตก ได้สอบคัดเลือกผ่านนั้น จากการหารือกับนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) รวมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ตนได้ให้นโยบายแนวทางการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งใหม่ ว่าควรให้สถาบันวิชาการหรือมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และจัดส่งข้อสอบ เพื่อทุกฝ่ายจะได้สบายใจ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยให้สถาบันเหล่านี้ดำเนินการ และมีปัญหาน้อยกว่า จึงมอบให้เลขาธิการ กพฐ.ไปติดต่อ ว่าจะมีสถาบันหรือมหาวิทยาลัยใดรับดำเนินการได้ เพื่อให้การจัดสอบไม่ล่าช้า เพราะจะกระทบกับโรงเรียนเอกชนได้ ฉะนั้น ต้องพยายามจัดสอบให้เร็ว โรงเรียนเอกชนจะได้หาครูมาทดแทนที่ลาออกมาสอบครูผู้ช่วยได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน

นายพงศ์เทพกล่าวต่อว่า ส่วนการสมัครสอบคัดเลือกนั้น เบื้องต้นได้ให้แนวทางว่าจะให้สมัครสอบได้หลายแห่ง แต่เมื่อปิดรับสมัครต้องแจ้งว่าจะสอบที่ไหน เมื่อแจ้งข้อมูลแล้วจะถูกตัดชื่อในเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ได้เลือกออก เหลือชื่อเข้าสอบเพียงเขตพื้นที่ฯเดียว วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตเข้าสอบแทนกันอีก อย่างไรก็ตาม แนวทางทั้งหมดนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม ก.ค.ศ.ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาวาระการยกเลิกผลการสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมาด้วย

"สำหรับกรณีที่ดีเอสไอจะเรียกสอบสวนผู้สอบติดครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมาที่มีคะแนนสูงผิดปกติ จำนวน 486 รายนั้น สมควรต้องเรียกสอบ เพราะบางคนได้เกือบเต็ม ซึ่งปกติแล้วไม่มีใครได้คะแนนแบบนี้ เพราะนอกจากคะแนนผิดปกติแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่นๆ ที่ดีเอสโอจะต้องไปสอบด้วย เช่น ผู้สอบมีถิ่นฐานบ้านอยู่อีกเขตพื้นที่หนึ่งและเก่งขนาดนี้ ทำไมต้องไปสมัครสอบในเขตพื้นที่ที่ไกลออกไปถึง 300-400 กิโลเมตร ซึ่งเห็นอยู่ว่าผิดปกติ ไม่น่าจะเก่ง และสอบได้เอง ทั้งนี้ ผู้มีคะแนนสูงผิดปกติทั้ง 486 ราย จะต้องไปตรวจสอบดูคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การรับสมัครคัดเลือกว่ายังสามารถสมัครได้หรือไม่ด้วย โดยจะให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาอย่างรัดกุม" นายพงศ์เทพกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเอกสารลับของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่มีนายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธาน ระบุว่ามีการแอบอ้างของขบวนการทุจริตว่า จะหาเงินส่งรัฐมนตรี ศธ.นั้น นายพงศ์เทพกล่าวว่า ต้องตรวจสอบให้หมดว่าเป็นรัฐมนตรีคนไหน เพราะตนและนายเสริมศักดิ์บอกชัดเจนว่า เรื่องนี้ต้องเอาจริง และทำอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ยืนยันได้ว่าตนและนายเสริมศักดิ์ไม่ไปยุ่งเกี่ยว ฉะนั้น ถ้าแอบอ้างรัฐมนตรีคนไหนก็จะตรวจสอบให้เต็มที่ และข้าราชการคนไหนที่แอบอ้างจะถูกดำเนินการด้วย ซึ่งใครที่ทุจริตนำข้อสอบไปเผยแพร่และเรียกเงินจากผู้สมัครสอบ จะต้องถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรง และผิดอาญาด้วย

เมื่อถามว่า กรณีมีกระแสข่าวกล่าวหามีนักการเมืองระดับชาติใน จ.ขอนแก่น ถูกเชื่อมโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตครั้งนี้ ถ้าเป็นนักการเมืองที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย (พท.) จะต้องถูกดำเนินการหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า จะต้องตรวจสอบทั้งหมด โดยดีเอสไอจะต้องไปตรวจสอบว่าเป็นใคร และเมื่อส่งข้อมูลผลการสอบสวนมาให้ ศธ.จะดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม ในส่วนการดำเนินคดีอาญาอยู่ที่ดีเอสไอ ไม่ใช่อยู่ที่ ศธ. ตนอยากให้ดีเอสไอ รวมทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาดำเนินการอย่างเต็มที่ ใครที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาและวินัย

ด้านนายชินภัทรกล่าวว่า สพฐ.ได้รับรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดที่ สพฐ.แต่งตั้งแล้ว ซึ่งข้อมูลชัดเจนมากขึ้นกรณีมีการทุจริตสอบที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 3 ที่มีกรณีของผู้เข้าสอบแทนกัน 2 ราย โดยผลการตรวจสอบพบความผิดปกติมากขึ้น แสดงว่าการตรวจตราผู้เข้าสอบไม่ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ชัดเจนให้คณะกรรมการกำกับห้องสอบตรวจสอบว่าผู้เข้าสอบเป็นบุคคลเดียวกับผู้สมัครสอบ โดยดูรูปถ่ายจากบัตรประจำตัวผู้สอบ และลายมือชื่อของผู้เข้าสอบ ดังนั้น การตรวจสอบโดยกรรมการคุมสอบไม่ได้ทำตามแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ ทั้งยังตรวจพบว่าในบัตรประจำตัวผู้สมัครสอบทั้ง 2 รายที่มีผู้เข้าไปสอบแทน มีรอยประทับตราของ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง จึงพบพิรุธเกี่ยวกับรูปถ่ายและตราประทับของเขตพื้นที่ฯ โดยนำรูปถ่ายมาติดในบัตรผู้สมัครสอบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้รอยประทับไม่ซ้ำที่รอยเดิม

นายชินภัทรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบพิรุธการจัดที่นั่งสอบ ซึ่งปกติต้องจัดแบบวนลูกศรในทิศทางจากหน้าห้องไปหลังห้อง และสลับหลังห้องมาด้านหน้า แต่ทางเขตพื้นที่ฯจัดผังที่นั่งใหม่โดยเรียงหน้ากระดานจากซ้ายไปขวา ซึ่งไม่เป็นไปตามแบบแผนที่กำหนด ฉะนั้น ต้องไปตรวจสอบให้ละเอียดว่า เป็นคำสั่งจากใคร ทั้งนี้ จากหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมได้ มีข้อมูลเพียงพอที่จะโยงใยระหว่างบุคคลในเขตพื้นที่ฯกับบุคคลที่ปลอมตัวเข้าสอบแทนกัน จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ สพฐ.เสนอแนวทางดำเนินการกับบุคคลเหล่านี้ และตนเห็นชอบตามที่เสนอ

"คือผมได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง 7 ราย ได้แก่ ผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3, รองผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ที่รับผิดชอบการบริหารงานบุคคล, ผู้อำนวยการกลุ่มบุคคลประจำ สพป.ขอนแก่น เขต 3 และผู้ที่ทำหน้าที่กรรมการคุมสอบอีก 4 คน และในระหว่างนี้จะออกคำสั่งให้ย้ายผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3 และรองผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ออกจากพื้นที่มาช่วยราชการที่ สพฐ. เพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงได้สอบหาข้อมูลอย่างครบถ้วนจากบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ จากผลการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ออกมาเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 7 คน ส่อว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับการทุจริตที่เกิดขึ้น จึงต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง" นายชินภัทรกล่าว

นายชินภัทรกล่าวอีกว่า ผู้ที่อยู่ในเขตพื้นที่ฯใดก็ตาม หากมีข้อมูลหรือเบาะแสการทุจริตเกี่ยวข้องกับผู้บริหารหรือบุคลากรในเขตพื้นที่ฯใด หรือเกี่ยวข้องกับบุคลากรในส่วนกลาง ขอให้แจ้งข้อมูลและเบาะแสมายัง สพฐ. หรือแจ้งมาที่นายสุเทพ ชิตยวงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง สพฐ.พร้อมจะตรวจสอบโดยจะไม่ยกเว้นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงอยากให้ทุกคนให้ความร่วมมือ เพราะการดำเนินการครั้งนี้ต้องการให้เกิดความสุจริตเกิดขึ้นในระบบการบริหารงานบุคคล ซึ่งต้องอาศัยทุกฝ่ายร่วมกันขจัดการทุจริตให้หมดสิ้นไป

นายชินภัทรกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พบว่าการสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมามีผู้เข้าสอบเพียง 9,000 กว่าคน จากยอดสมัครกว่า 18,000 คนนั้น เป็นข้อมูลที่ปรากฏในระดับเขตพื้นที่ฯทาง สพฐ.ไม่ได้รับรายงานข้อมูลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้สละสิทธิไม่เข้าสอบครั้งนี้ อาจเป็นไปตามที่อ้างว่าเป็นการสมัครเผื่อไว้ เพื่อจะดูว่าที่ไหนอัตราการแข่งขันน้อยกว่าก็จะไปสอบที่นั่นแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่า สพฐ.จะตรวจสอบกรณีเอกสารลับของ ศธ.พบความเชื่อมโยงของผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักใน สพฐ. กับผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯหรือไม่ นายชินภัทรกล่าวว่า ขอให้มีข้อมูลหลักฐานที่พอระบุความเชื่อมโยง หากยังไม่มี สพฐ.จะดูเฉพาะความรับผิดชอบที่ดูแล แต่หากสุดท้ายมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกับใคร ก็จะดำเนินการโดยไม่ยกเว้น

นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวนการทุจริตการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย เปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้ชุดสอบสวนอยู่ระหว่างการลงพื้นที่สอบปากคำกรรมการคุมห้องสอบในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อยืนยันว่ามีบุคคลที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่า เป็นมือยิงคำตอบมาเข้าสอบแทนผู้สมัครสอบรายอื่นจริงหรือไม่ จะได้ปิดประเด็นต้องสงสัยเป็นรายไป ส่วนจังหวัดที่พบปัญหามีการทุจริตชัดเจน เช่น อุดรธานี ยโสธร ชัยภูมิ และขอนแก่น ดีเอสไอจะเสนอให้ทาง ศธ.พิจารณายกเลิกการสอบเป็นรายเขตพื้นที่การศึกษาไป

วันเดียวกัน ในการประชุมวุฒิสภา มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช อดีตประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ได้ขอหารือว่า ตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ได้ส่งเรื่องให้ดีเอสไอตรวจสอบการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย ตนมีความห่วงใยและขอเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า จะต้องเอาจริงเอาจังและเร่งหาคนทุจริตมาลงโทษอย่างเฉียบขาด ต้องสาวไปให้ถึงคนที่อยู่ในขบวนการ และต้องนำตัวการใหญ่มาลงโทษให้ได้ ทั้งนี้ ต้องจำแนกตัวบุคคลและเขตพื้นที่การศึกษา หากบุคคลใดหรือเขตพื้นที่ใดไม่ได้กระทำทุจริตก็ต้องให้ความคุ้มครองด้วย

ข้อมูลข่าว : http://www.matichon.co.th



ครูผช.ข้อสอบรั่ว 33 ชุด โยง 3 บิ๊ก สพฐ. ศธ.ชี้โกงล้านเปอร์เซ็นต์ แฉพบทุจริต 60 จว.ทั่วปท.


ครูผช.ข้อสอบรั่ว 33 ชุด โยง 3 บิ๊ก สพฐ. ศธ.ชี้โกงล้านเปอร์เซ็นต์ แฉพบทุจริต 60 จว.ทั่วปท.

พบข้อสอบครูผู้ช่วยรั่วไหล 33 ชุดวิชามาจากส่วนกลาง ระบุเชื่อมโยง 3 บิ๊ก สพฐ.ร่วมขบวนการทุจริต ′เสริมศักดิ์′ย้ำชัดโกงล้าน% แฉภาคอีสานทุจริตสอบหนักกว่าใคร

กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบเบื้องต้นพบหลักฐานชี้ชัดว่ามีการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว 12 ครั้งที่ผ่านมาจริงรวมทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ 1.ให้บุคคลอื่นสอบแทน 2.นำข้อสอบไปเฉลยเพื่อท่องจำก่อนเข้าห้องสอบ และ 3.นำเครื่องมือสื่อสารเข้าห้องสอบ โดยจะสรุปผลการสืบสวนเบื้องต้นส่งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใช้พิจารณาว่าจะยกเลิกการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ในวันที่ 18 มีนาคมนี้ และเตรียมเรียกกลุ่มผู้มีคะแนนสูงผิดปกติในการสอบ 486 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 60 จังหวัดทั่วประเทศ และกรณีพบทุจริตสอบครูผู้ช่วยอีก 2 ราย ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ยโสธร เขต 1 เขียนเฉลยคำตอบบนยางลบ และ สพป.อุดรธานี เขต 3 ดูเฉลยจากโทรศัพท์มือถือ แต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ปกปิดเป็นความลับ จึงไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ทุจริตทั้ง 2 ราย นั้น

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เปิดเผยว่า การสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา มีความชัดเจนว่าทุจริต และมีข้อสอบรั่วจากส่วนกลาง อยู่ระหว่างให้ดีเอสไอสอบสวนเรื่องนี้อยู่ จากข้อมูลที่มีอยู่ค่อนข้างชัดเจนว่าโกงล้านเปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่ทั้งหมดต้องรอให้ดีเอสไอสอบสวนและสรุปอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ในส่วนข้อมูลของผู้ที่ได้คะแนนสูง และได้คะแนนเต็มในส่วนของการสอบ (ภาค ก.) ในบางวิชา จากทั้งหมด 4 วิชา จำนวน 486 คนนั้น มีรายชื่อหมดแล้ว กำลังรอดีเอสไอตรวจสอบ เมื่อดูตามข้อเท็จจริง ในการสอบต่อให้เก่งมากแค่ไหน ก็ไม่น่าทำคะแนนได้เต็ม เพราะใน 4 วิชา บางคนได้คะแนนเต็มถึง 3 รายวิชา วิชาละ 50 คะแนน ส่วนอีกวิชาหนึ่งได้เกือบเต็ม รวม 4 วิชา 200 คะแนน ได้ถึง 198 คะแนน เมื่อเปิดดูกระดาษคำตอบของคนกลุ่มนี้แล้ว จะกาคำตอบเหมือนกันหมด อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ จะเร่งให้ดีเอสไอมาเปิดดูกระดาษคำตอบที่ได้สั่งอายัดเอาไว้ เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ

"กรณีพบผู้ทุจริตที่ สพป.ยโสธร เขต 1 และ สพป.อุดรธานี เขต 3 ในวันที่สอบ แต่ สพฐ.ให้ปิดเป็นความลับ และไม่ให้แจ้งความเพราะเกรงจะเกิดปัญหานั้น ปกติแล้วต้องแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เข้าสอบแต่เมื่อไม่ดำเนินการอะไร ก็เป็นข้อมูลที่ต้องให้ดีเอสไอไปตรวจสอบด้วย ถือว่าไม่ถูกต้องหาก สพฐ.สั่งให้ปกปิดเรื่องนี้ ผมมองว่าการสอบครูผู้ช่วยคราวนี้กระทบคนจำนวนมาก ขณะนี้มีผู้ที่ให้ข้อมูลเยอะมาก ที่สำคัญทุกคนจะรู้กันว่าใครสอบได้และสอบไม่ได้ เพราะทุกคนจะรู้ว่ามีข่าวเสียเงินเสียทอง และหากไม่แก้ไขปัญหานี้แล้ว ทั้งชาติก็สอบบรรจุไม่ได้แน่ แม้บางคนจะเป็นพนักงานราชการมา 10 กว่าปี ฉะนั้น ถ้าพบว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน" นายเสริมศักดิ์กล่าว

นายเสริมศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนการเลื่อนการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ออกไปจากที่กำหนดไว้เป็นวันที่ 13 มีนาคม เพื่อรอผลสรุปจากดีเอสไอนั้น ได้หารือกับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.แล้ว นายพงศ์เทพเห็นด้วย เช่นเดียวกับการเสนอให้ยกเลิกการสอบนั้น มีแนวโน้มยกเลิกเป็นรายเขตพื้นที่ฯ และรายวิชาเอก

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า กรณีมีผู้ระบุว่ามีพนักงานราชการที่อายุงานไม่ถึง 3 ปี ตามหลักเกณฑ์คุณสมบัติให้สมัครสอบคัดเลือก ได้ติดสินบนให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทำเอกสารรับรองว่าทำงานครบ 3 ปี หากเป็นเช่นนั้นจริงถือว่าทุจริตและมีความผิดทั้งในส่วนของผู้ที่สมัครสอบคัดเลือก และในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียน ในฐานะที่ทำเอกสารทางราชการปลอม นอกจากนี้ เขตพื้นที่ฯ ที่รับคนเหล่านี้เข้าไปบรรจุก็มีความบกพร่องและมีความผิดด้วย เพราะก่อนบรรจุต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้ถูกต้องและชัดเจนก่อน อย่างไรก็ตาม หากใครมีข้อมูลในส่วนนี้ แจ้งมาได้ที่ สพฐ. แต่ สพฐ.จะยังไม่ลงไปตรวจสอบ เนื่องจากเป็นคนละส่วนกับการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยที่กำลังตรวจสอบกันอยู่

นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กล่าวว่า วันนี้นายเสริมศักดิ์ได้ลงนามคำสั่งถึงเลขาธิการ กพฐ.เพื่อสั่งการให้ สพฐ.ให้ข้อมูลเอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวกับการสอบครูผู้ช่วยแก่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ที่ผ่านมาการขอเอกสาร หลักฐาน และข้อมูลจากพนักงาน และเจ้าหน้าที่ สพฐ.ทั้งในส่วนกลาง และเขตพื้นที่ฯ มีปัญหามากอ้างว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เพราะต้องรอการสั่งการจากผู้บริหาร สพฐ.ก่อน

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดของนายพิษณุ กล่าวว่า พบผู้ผ่านการคัดเลือกที่มีคะแนนสูงและเข้าข่ายทุจริต 468 คน แบ่งเป็น ผู้เข้าสอบใน สพป. 388 คน ดังนี้ ภาคตะวันตก 4 คน 4 จังหวัด ภาคอีสาน 252 คน 22 จังหวัด ภาคเหนือ 35 คน 6 จังหวัด ภาคกลาง 26 คน 13 จังหวัด ภาคตะวันออก 26 คน 5 จังหวัด และภาคใต้ 17 คน 8 จังหวัด ส่วนอีก 98 คน เป็นผู้เข้าสอบในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 98 คน แบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร 2 คน ภาคเหนือ 1 คน ภาคกลาง 15 คน ภาคตะวันออก 6 คน ภาคอีสาน 72 คน ภาคใต้ 1 คน และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 1 คน

แหล่งข่าวระดับสูงคนหนึ่ง กล่าวว่า จากผลการสอบขณะนี้ มีความชัดเจนว่ามีข้อสอบรั่วไหลจำนวน 33 ชุด แบ่งเป็น ข้อสอบชุดที่ 1 ความรู้ทั่วไป (รหัส 101) ชุดที่ 2 ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (รหัส 200) มีวิชาเอก 30 วิชา ชุดที่ 3 ความถนัดและเจตคติต่อวิชาชีพครู (รหัส 301) และชุดที่ 4 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู (รหัส 401) จากส่วนกลาง คือจากคนใน สพฐ.โดยมีผู้บริหารเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อสอบรั่ว 3 ราย เชื่อมโยงกับผู้บริหารระดับผู้อำนวยการคนหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง และผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.อีก 2 ราย อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และบกพร่องในการบริหารงาน อาจจะมีความผิดในคดีอาญา และความผิดทางวินัยด้วย แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอผลการสอบสวนของดีเอสไอมาประกอบ

ด้านนายประเวศ รัตนะบุรี ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 3 อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การสอบครูผู้ช่วยที่ สพป.3 เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมานั้น มีผู้เข้าสอบเพียง 100 คนเศษ ขณะที่สอบผู้ควบคุมห้องสอบตรวจพบผู้เข้าสอบเป็นชาย 1 คน นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในห้องสอบผิดระเบียบชัดเจน ล่อแหลมต่อการทุจริต แต่ยังไม่พบการทุจริต ผู้ควบคุมห้องสอบจึงยึดโทรศัพท์มือถือ และรายงานให้คณะกรรมการควบคุมการสอบทราบ


"คณะกรรมการได้เชิญผู้เข้าสอบออกจากห้อง ตรวจสอบพบแผ่นเอกสาร 1 ฉบับ มีลักษณะเป็นตัวอักษรและตัวเลข แต่ระบุไม่ได้ว่าเป็นตัวเลขอะไร จึงตรวจยึดเอกสารไว้อีก และทำบันทึกถ้อยคำไว้เป็นหลักฐานและไม่ให้ชายคนดังกล่าวเข้าสอบ พร้อมกันนั้นได้รายงานทางโทรศัพท์ให้ สพฐ.รับทราบ ซึ่งคำสั่งให้เดินทางเข้ารายงาน สพฐ.ด้วยตนเอง ก็ได้เดินทางไปในวันรุ่งขึ้น หลังจากรายงานด้วยวาจาแล้วทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมสำเนาเอกสารที่ยึดไปด้วย"

ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 3 อ.หนองหาน จ.อุดรธานี กล่าวต่อว่า ชายที่เข้าสอบพร้อมโทรศัพท์มือถือดังกล่าว มีโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เครื่องแรกได้ฝากไว้กับผู้คุมห้องสอบ แต่อีกเครื่องนำเข้าไปในห้องสอบด้วยซึ่งมีลักษณะเป็นเครื่องเก่าแต่ "ซิม" ใหม่ เพราะไม่มีข้อมูลใดๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์ และเครื่องที่เอาเข้าห้องสอบยังเก็บรักษาไว้ที่ สพป.อุดรธานี 3 โดยได้ไปแจ้งความเป็นหลักฐาน ที่ สภ.หนองหาน อุดรธานี แต่แจ้งความดำเนินคดีไม่ได้ เพราะไม่ใช่นิติบุคคล ต้องให้ สพฐ.มอบอำนาจก่อน

นายประเวศกล่าวอีกว่า ได้รายงานให้ส่วนกลางรับทราบทันทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ทั้ง รมช.ศธ. และ เลขาฯสพฐ. รับทราบทั้งหมดแล้ว เพราะจากนั้นได้มีคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรเพื่อการศึกษา (กกศ.) เดินทางมาสอบสวน และตนก็พร้อมให้ความร่วมมือกับดีเอสไอที่จะเดินทางมาสอบสวนด้วยในเร็วๆ นี้

http://www.matichon.co.th


ว่อนเน็ต! คลิปครูสาวกระหน่ำไม้เรียวตีก้นนักเรียนแบบไม่มียั้ง




ผอ.โรงเรียนย่านพัทยายอมรับ เรียกครูมาเตือน เจรจาเด็กกับผู้ปกครองแล้ว หลังคลิปครูสาวใช้ไม้เรียวกระหน่ำตีลูกศิษย์ที่ไม่ยอมส่งการบ้านว่อนเน็ต

จากกรณีที่วานนี้ (4 มี.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีคลิปวิดีโอความยาว 48 วินาที ชื่อว่า "ติดคอมโบ อัพเลือดแทบไม่ทัน" ถูกเผยแพร่ออกไป ในคลิปปรากฏภาพครูสาวคนหนึ่ง กำลังลงโทษเด็กนักเรียนชายบริเวณด้านหลังห้องเรียน โดยใช้ไม้เรียวฟาดเข้าไปที่ก้นของเด็กนักเรียนอย่างรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมชั้นที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบ ซึ่งมีรายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี สาเหตุเพราะเด็กนักเรียนชายที่ถูกทำโทษนั้นส่งงานไม่ครบ

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (5 มี.ค.) นายประทีป ศรีรักษา ผอ.โรงเรียนบ้านเนินพลับหวาน ต.หนอปรือ จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏคลิป "ติดคอมโบ อัพเลือดแทบไม่ทัน" ว่อนในสังคมออนไลน์นั้น ยอมรับว่า เป็นครูในโรงเรียนจริง โดยเป็นครูประจำชั้น ม.1 เป็นครูผู้ช่วย สอนภาษาไทยที่เพิ่งสอบบรรจุเข้ามาได้ใหม่ ตนได้ทำการเรียกมาพูดคุยแล้ว ซึ่งครูคนดังกล่าวระบุว่าที่ต้องทำโทษเพราะนักเรียนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมทำการบ้านมาส่ง แม้จะตัดคะแนนตักเตือนหลายหนแล้ว โดยทางโรงเรียนได้เรียกตัวเด็กและผู้ปกครองมาเจรจา ซึ่งทุกฝ่ายก็เข้าใจไม่ติดใจเอาความ แต่ทางโรงเรียนก็ได้ตักเตือนครูคนดังกล่าวไป และครูก็รับปากว่าจะไม่ทำอีก ตนยืนยันว่าครูทุกคนในโรงเรียนนี่ดูแลเด็กอย่างเต็มที่ทุกคน

ข้อมูลข่าวจาก http://www.matichon.co.th